บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
 
 
บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
หน้าบ้าน เกี่ยวกับเรา วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา
 
 

คนรักวัง


เพลงประทับใจในอดีตท่านผู้หญิงพวงร้อย เพลงพิมพ์ใจ เพลินเพลงพวงร้อย
ม.ล. พวงร้อย วิวาห์พระสมุทร สดุดีพระมหาธีรราชเจ้า
สุริยัน    

สดุดีพระมหาธีรราชเจ้า




รายชื่อเพลงจากบทพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖

๑ สรรเสริญเสือป่า

บรรเลง

เป็นเพลงที่มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒ ทรงจำทำนองได้จากพระสุบินนิมิต ว่าพระองค์ได้เสด็จไปยังรมณีสถานแห่งหนึ่งและได้สดับเพลงนี้ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง และได้พระราชทานนามว่า “ เพลงบุหลันลอยเลื่อน ” และเพลงนี้มีหลายชื่อ เช่น เพลง ทรงพระสุบิน เพลง สรรเสริญพระจันทร์ เพลง สรรเสริญพระบารมี(ไทย) เพลง บุหลันลอยเลื่อนฟ้า เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเสด็จจากสิงคโปร์ถึงพระนครเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๔ จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษา หาเพลงชาติที่มีความเป็นไทย มาใช้แทนเพลงก็อดเสฟเดอะควีน (God Save The Queen) คณะครูดนตรีไทย ได้เลือก เพลงทรงพระสุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น สากลขึ้นโดย ฮอยท์เซน ( Heutsen eu ในภาษาดัชท์ออกเสียงว่าออย ) นับเป็น เพลงชาติไทยฉบับที่สอง ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๑

เพลงสรรเสริญเสือป่า

คำร้อง/ทำนอง โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงพระนิพนธ์ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรควรพินิต เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามพระบรมราชโองการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖

พวกเรา ประนอมกันเข้าเปนเสือป่า

ตั้งสัตย์โดยจนตนา กตเวที

ปู่ย่าตายายไม่เสียดายชีวี บำราบอรีเลื่องฤา

เราฤาจักปล่อยให้ถอยศักดิ์ได้ จะรกำฤจะลำบากเท่าไร

จนถึงว่าตัวจักตายเปนตาย ขณะถึงคราวควรตาย

เกิดเปนชาติไทย ถึงอย่างไรไม่ยอมเปนทาษ

เหตุว่าเรารักชาติ แลศาสนาเปนอาจิณ

เราหนอ จงอารักษ์ รัฐจักรแลพระจอมแผ่นดิน

คอยผลาญสัตรูในนอกให้สิ้น แม้เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ฯ

 

๒ ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

จากพระราชนิพนธ์ เวนิชวานิช

ขับร้องโดย อิสริยา คูประเสริฐ

 

๓ สาส์นรัก

จากพระราชนิพนธ์ ท้าวแสนปม

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องโดย ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล

 

๔ ดวงใจ

จากพระราชนิพนธ์ ท้าวแสนปม

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องโดย กันยารัตน์ กุยสุวรรณ

 

๕ ร้อยใจเป็นมาลัยรัก

ขับร้องโดย สมา สวยสด

 

๖ สีชัง

จากกาพย์เห่เรือ บทชมเรือและเห่ชมชายทะเล

ทำนอง สง่า อารัมภีร

ขับร้องโดย วิภู กำเหนิดดี

 

๗ สุริยัน-จันทรา

จากพระราชนิพนธ์ วิวาห์พระสมุทร

ทำนอง สุรพล แสงเอก

 

ขับร้องโดย วิภู กำเหนิดดี

 

๘ สายสวาท

ขับร้องโดย อนุชิต นันทขว้าง

 

๙ เกียรติศักดิ์ทหารเสือ

จากพระราชนิพนธ์ โคลงสุภาษิตนักรบโบราณ

ขับร้องโดย วิภู กำเหนิดดี

 

๑๐ ความรัก

จากพระราชนิพนธ์ วิวาห์พระสมุทร

ทำนอง สง่า อารัมภีร

ขับร้องโดย อิสริยา คูประเสริฐ/อนุชิต นันทขว้าง

 

๑๑ โยสะลัม

จากพระราชนิพนธ์ เวนิสวานิช

ขับร้องโดย กันยารัตน์ กุยสุวรรณ/สมา สวยสด

 

๑๒ สยามานุสสติ

จากโคลงชุด สยามานุสสติ

ทำนองโดย ครู นารถ ถาวรบุตร

ขับร้องโดย สันติ ลุนเผ่

 

๑๓ ไร้รัก ไร้ผล

จากบทพระราชนิพนธ์ชวนรักชาติ

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องโดย ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล/กันยารัตน์ กุยสุวรรณ / อิสริยา คูประเสริฐ

 

๑๔ นักเรียนพยาบาล

จากพระราชนิพนธ์ เวนิสวานิช

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องโดย กันยารัตน์ กุยสุวรรณ

 

๑๕ ไทยรวมกำลัง

จากพระราชนิพนธ์ พระร่วง

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องหมู่

 

๑๖ ไทยสามัคคี

จากพระราชนิพนธ์ พระร่วง

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

ขับร้องโดย ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล

 

๑๗ คำปฏิญาณ

จากบทพระราชนิพนธ์ชวนรักชาติ “ หัวใจนักรบ ”

ขับร้องโดย ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล ขับร้องนำหมู่

บรรเลงโดย วง เฉลิมราชย์ และ ดุริยางค์ทหารบก

อำนวยเพลง วิรัช อยู่ถาวร

เรียบเรียงเสียงประสาน วิจิตร จิตรังสรรค์

 

สั่งซื่อ ซีดีแผ่นได้ที่

สำนักงาน ชมรมคนรักวังฯ

โทรศัพท์ 02 3547660 ต่อ 93646, 93694 และ 93698

http://www.amed.go.th/AboutUs/palace/about.htm

คำนำ

พระราชวังพญาไทมีประวัติอันยาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษ เคยเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มจากเป็นโรงนาหลวงอันเป็นที่ทดลองทำนาทำสวนเลี้ยงไก่ เป็นพระตำหนักสมเด็จพระพันปีหลวงและเจ้านายใกล้ชิดหลายพระองค์ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง และต่อมาได้เป็นที่ทำการของกองทัพบกการรักษาพยาบาล จนเป็นจุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าซึ่งเอำนวยประโยชน์เป็นอย่างมากแก่ทหารและประชาชนที่ป่วย

ชมรมคนรักวังได้ตระหนักถึงคุณค่าของพระราชวังแห่งนี้ว่าเป็้นมรดกชั้นสำคัญของชาติ ควรแก่การศึกษาและอนุรักษ์จึงได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของพระราชวังพญาไท และจัดพิมพ์เผยแพร่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

ชมรมคนรักวัง

มีนาคม 2542

http://www.phyathaipalace.org

พระราชวังพญาไท

Phya Thai Palace

จากโรงนากลายมาเป็นโรงหมอ

โรงนา.

ย้อนกลับไปประมาณ 100 ปี   ถนนราชวิถีเป็นเพียงถนนสายสั้นๆ เริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาสุดที่ด้านหลังพระราชวังสวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า   ถนนซางฮี้   (ปัจจุบันมักเรียกว่า ซังฮี้)   อันเป็นคำมงคลของจีน* มีความหมายว่า   “ ยินดีอย่างยิ่ง ”  ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า   ถนนราชวิถี   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ปลายถนน ซางฮี้ ตอนตัดใหม่ๆ นั้นเป็นสวนผักและไร่นา มีคลองสามเสนไหลผ่าน พื้นที่ยังโล่ง กว้าง อากาศโปร่งสบาย   เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมาก ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินประมาณ 100 ไร่ เศษ   จากชาวนาชาวสวนบริเวณนั้น เพื่อใช้ทดลองปลูกธัญพืช และเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบท   โรงเรือนหลังแรกที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ณ ที่นี้ คือ โรง และได้พระราชทานนามว่า   โรงนาหลวงคลองพญาไท   พร้อมกับโปรดเกล้าให้ย้ายพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เคยประกอบที่ทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง) มาจัดที่ทุ่งพญาไท

           

พระตำหนัก

            พระตำหนักพญาไทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2452   เพื่อเป็นที่ประทับสำราญพระราชอิริยาบทเวลาเสด็จพระราชดำเนินที่นาแห่งนี้หลังการก่อสร้างพระตำหนักเสร็จสมบูรณ์ และมีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลคฤหมงคล (ขึ้นเรือนใหม่) ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 แล้ว   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาประทับที่วังพญาไทบ่อยครั้งขึ้น   ครั้งสุดท้ายที่เสด็จประพาสตรงกับวังที่ 16 ตุลาคม 2453 เพียงหนึ่งสัปดาห์ ก่อนเสด็จสวรรคต

            ความวิปโยคอันสุดแสน เนื่องจากการสูญเสียสมเด็จพระบรมราชสวามี เป็นเหตุให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ทรงพระประชวร พระอนามัยทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิตกห่วงใย ได้กราบบังคมทูลแนะนำให้แปรพระราชฐาน จากในพระบรมมหาราชวัง มาประทับที่วังพญาไทเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ทรงพระสำราญและเพื่อความสะดวกสำหรับแพทย์ และพระประยุรญาติจะได้มีโอกาสเฝ้าเยี่ยม และถวายการรักษาโดยง่าย

 

            สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่พระตำหนักพญาไท พร้อมด้วยพระประยูรญาติที่ใกล้ชิดตลอดจนพระชนมายุ เป็นเวลาเกือบ 10 ปี   พระราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวง ณ วังพญาไท ในสมัยนั้นอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คนทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน กล่าวกันว่ามีไม่น้อยกว่า 500 คน บรรดาผู้ที่สังกัดอยู่ใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระพันปีหลวงไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าหลวง โขลนจำ ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ทุกคนได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด เงินเดือน เงินปี ที่อยู่ อย่างอุดมสมบูรณ์ ตามสมควรแก่ฐานะโดยทั่วถึง

            ครั้นเมื่อ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2462 แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ประทับในวังพญาไท และได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกวังพญาไท ขึ้นเป็นพระราชวังพญาไท เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี

 

ที่ประทับองค์พระมหากษัตริย์

            เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่เป็นที่ประทับ ในชั้นต้นจึงโปรดให้รื้อย้ายพระตำหนักที่ประทับของสมเด็พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ไปปลูกสร้างเป็นหอเรียนวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน คงเหลือเพียงท้องพระโรงหน้า ซึ่งโปรดให้สร้างถวาย สมเด็จพระบรมราชชนนี เมื่อตอนต้นรัชกาลเพียงองค์เดียว และได้โปรดให้สร้างพระตำหนักอุดมวนาภรณ์หรือที่ได้พระราชทานนามให้ใหม่ในเวลาต่อมาว่า พระตำหนักว่า พระตำหนักเมขลารูจี ขึ้นเป็นองค์แรก พร้อมกันนั้นก็ได้โปรดให้สร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นแทนที่พระตำหนักเดิม เป็นหมู่พระที่นั่ง 3 องค์ พร้อมด้วยพระราชอุทยานซึ่งจัดเป็นสวนรูปแบบเรขาคณิต ตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลี่ยนสมัย “ เรอเนสซองต์ ” แต่เรียกกันว่า “ สวนโรมัน ”

            รวมทั้งได้โปรดให้ย้าย “ ดุสิตธานี ” เมืองจำลอง ที่ทรงมีเจตนาสร้างขึ้นเพื่อฝึกหัดสั่งสอนวิธีการปกครองท้องถิ่นในระดับเทศบาล ตามรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ณ พระราชวังดุสิตมายังพระราชวังพญาไทเป็นการถาวร

            นอกจากนั้น   บทพระราชนิพนธ์ทางวรรณกรรมอันทรงคุณค่า ทั้งเนื้อหาและวรรณศิลป์หลายเรื่อง รวมทั้ง “ มัทนะพาธา ” ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ณ พระราชวังแห่งนี้และได้โปรดให้จัดแสดงในงานเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ซึ่งสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้ใช้ดอกกุหลาบ เป็นดอกไม้สำหรับคำสาบที่นางในเรื่องได้รับ

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่พระราชวังพญาไทเกือบจะเป็นการถาวรตลอดระยะเวลา 6 ปีต่อมา จนกระทั่งต้นเดือนตุลาคม   พ.ศ. 2468 ได้เสด็จแปรพระราชฐานชั่วคราวไปประทับในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีจองเปรียง สะเดาะพระเคราะห์ตามพิธีพราหมณ์ ประจวบกับใกล้จะถึงวันพระราชพิธีฉัตรมงคล และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงพระครรภ์ใกล้จะครบถึงวันจะมีพระพระประสูติกาล จึงเสด็จเข้าประทับในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน อันเป็นพระมหามณเฑียรองค์สำคัญ เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เหตุการณ์อันไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดพระอาการประชวรขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนถึงกับสวรรคตลง   เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 เวลา 1.45 น.ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายหลังพระประสูติกาลของ พระราชธิดาเพียง 1 วัน

โฮเต็ลพญาไท

อนึ่ง   ในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปรารภเป็นการส่วนพระองค์กับพระเจ้า       น้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟฟ้าหลวงในเวลานั้นว่า พระราชวังพญาไทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่โตมีบริเวณกว้างขวางมากต้องสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์จำนวนมากในการบำรุงรักษา หากปรับปรุงเป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยี่ยนและติดต่อธุรกิจในประเทศสยามแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็คงจะรวมอยู่ในงบของโรงแรมได้   แต่ยังมิทันได้ดำเนินการอย่างใดก็ประจวบกับทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตเสียก่อน   เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   ได้ทรงรับรัชทายาทเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสนององค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชแล้ว   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟฟ้าหลวงปรับปรุงพระราชวังพญาไท เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งชื่อ  “Phya Thai Palace Hotel” และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด “ โฮเต็ลพญาไท ” เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468

            โฮเต็ลพญาไทจัดเป็นโรงแรมที่หรูหราและได้รับการยกย่องว่า ยอดเยี่ยมที่สุดในภาคพื้นตะวันออกไกล มีวงดนตรีสากลชนิดออเคสตร้า 20 คน   ใช้นักดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารบก บรรเลงให้เต้นรำในวันสุดสัปดาห์ สลับกับคณะโชว์นักร้อง นักแสดงจากยุโรป และเมื่อหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกากลับมา   ก็ได้นำวงดนตรีแจ็สมาบรรเลงที่โฮเต็ลแห่งนี้

            โฮเต็ลพญาไทได้รับเกียรติ เป็นสถานที่จัดประชุมก่อตั้งสโมสรโรตารี่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2473 และในปีเดียวกันนั้นเอง พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้ทรงเปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงจาก “ สถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ที่พญาไท ” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ในบริเวณโฮเต็ลพญาไท โดยอัญเชิญกระแสพระราชดำรัชตอบ เนื่องในการพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว       โดยถ่ายทอดจากท้องพระโรงพระที่นั่ง     อมรินทรวินิจฉัย มาตามสายแล้วเข้าเครื่องส่งกระจายเสียงสู่พสกนิกรเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการถ่ายถอดเสียงทางวิทยุในประเทศไทย

            ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2475 โฮเต็ลพญาไทประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก ประกอบกับกระทรวงกลาโหมต้องการใช้สถานที่เป็น ที่ตั้งกองเสนารักษ์ คณะกรรมการราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงได้มีมติให้เลิกกิจการโฮเต็ลพญาไท พร้อมกับให้ย้ายสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ไปตั้งรวมกับสถานีเครื่องส่งโทรเลขที่ศาลาแดง

 

สู่ยุคโรงหมอ

          กองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่พระราชวังพญาไท เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2475 และต่อมาในปี พ.ศ. 2489 ได้มีการ พัฒนากองเสนารักษ์มณฑลทหารบก ที่ 1 เป็นโรงพยาบาลทหารบกโดยใช้เขต พระราชฐานทั้งหมด

            เนื่องจากพระราชวังพญาไทเคยเป็น พระราชฐานที่ประทับใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ท่าน กองทัพบกจึงได้ขอพระราชทานนาม โรงพยาบาลทหารบกใหม่ว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้ประกอบพิธีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2495 อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต

            ใน พ.ศ. 2512 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ อาคารหลังใหม่ ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังพญาไท และใช้พระราชวังเป็นที่ทำการของกรมแพทย์ทหารบกเป็นเวลา 20 ปี จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 กรมแพทย์ทหารบกได้ย้ายได้ย้ายไปยังอาคารที่ทำการใหม่ ณ บริเวณถนนพญาไท เขตราชเทวี โดยมีศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า ย้ายที่ทำการมาอยู่แทนในพระราชวังเป็นการชั่วคราว โดยมีโครงการที่จะย้ายออกเมื่อสถานที่แห่งใหม่พร้อม เช่นกัน   ซึ่งหลังจากนั้นพระราชวังพญาไทจึงจะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม

            กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระราชวังพญาไท เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2522   ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 96 ตอนที่ 15 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522

  

สถาปัตยกรรมของพระราชวัง

พระที่นั่งพิมานจักรี

พระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระที่นั่ง เป็นอาคารอิฐ ฉาบปูน สูง 2 ชั้น ลักษณะสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับโกธิค มี             ลักษณะพิเศษคือ มียอดโดมสูงสำหรับชักธงมหาราช เจ้าพนักงานจะอัญเชิญธงมหาราช (ธงครุฑ) สู่ยอดเสาขณะที่ประทับอยู่ ที่              พระราชวัง มีจิตรกรรมสีปูนแห้ง ( fresco secco ) บนเพดานและบริเวณด้านบนของผนังเขียนเป็นลายเชิงฝ้าเพดานรูปดอกไม้งดงาม             บานประตูเป็นไม้สลักลายปิดทองลักษณะศิลปะวิคตอเรียน เหนือบานประตูจารึกอักษรพระปรมาภิไธย ร.ร. 6

สำหรับห้องชั้นล่าง เช่น ห้องเสวยร่วมกับฝ่ายใน ห้องรับแขก ห้องพักเครื่อง ฯลฯ มีจิตรกรรมสีปูนแห้งที่น่าชมเช่นกัน ส่วนที่ประทับอยู่บริเวณชั้นสอง ซึ่งมีห้องที่น่าสนใจดังนี้

            ท้องพระโรงกลาง   เป็นห้องเสด็จออกให้เฝ้าส่วนพระองค์ หรือเสวยแบบง่ายๆ ภายในตกแต่งแบบยุโรป มีเตาผิงซึ่งตอนบนประดิษฐาน พระบรมสาทิศลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นปรานของห้อง ในกรอบที่ประดับด้วยตราจักรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ภายในรูปวงรี และภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎล้อมรอบด้วยพระรัศมี

            ห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมห้องสรง ภายในตกแต่งลายเพดานงดงามด้วยจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง เป็นภาพคัมภีร์ในศาสนาพุทธเขียนบนใบลาน และภาพพญามังกร หมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพระราชา และปีพระราชสมภพ

            ห้ องประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา   ภายในมีจิตรกรรมสีปูนแห้งบนฝ้าเพดาน เป็นลายดอกไม้ ส่วนที่บัวฝ้าเพดานเป็นลายหางนกยูง เนื่องจากนกยูงเป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี

            ห้องทรงพระอักษร เป็นห้องใต้โดมบนชั้นสอง ยังปรากฏตู้หนังสือแบบติดผนัง เป็นตู้สีขาวลายทองมีอักษรพระปรมาภิไธย ร.ร. 6 อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎทุกตู้ อยู่ติดกับบันไดเวียน ซึ่งสามารถขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาโดมที่ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน

พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งพิมานจักรี อาคารมีลักษณะแบบโรมาเนสก์ เดิมเป็นพระ ที่             นั่งสูง 2 ชั้น ก่ออิฐ   ฉาบปูน   ได้มีการต่อเติมชั้น 3 ขึ้นภายหลัง เพื่อจัดเป็นห้องพระบรรทม

            สำหรับพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานนี้    เคยเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ         ที่พญาไท เมื่อ พ.ศ. 2473 โดยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2473 ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นปฐมฤกษ์ พิธีเปิดสถานีได้กระทำโดยอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายหน้าในพระราชพิธีนั้น จากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง มีไมโครโฟนตั้งรับกระแสพระราชดำรัสถ่ายทอดไปตามสายเข้าเครื่องส่งที่พญาไท แล้วกระจายเสียงสู่พสกนิกรที่มีเครื่องรับวิทยุในสมัยนั้นได้รับฟัง

            อนึ่ง   การจัดตั้งสถานีวิทยุดังกล่าวดำเนินไปได้เพียง 2 ปี ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 และได้ย้ายไปยังที่ทำการตำบลศาลาแดงแทน

            ห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตั้งอยู่บนชั้นที่ 3 ภายในห้องมีจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง ( fresco secco ) บนฝ้าเพดาน เป็นรูปเทพน้อย 4 องค์ พร้อมเครื่องดนตรีลอยอยู่ในท้องฟ้าเป็นวงกลม การจัดภาพและฝีมืองดงามมาก

            นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมบนฝ้าเพดานและเชิงฝ้าเพดานที่ห้องทรงพระอักษร ห้องพระสมุด ห้องพระภูษา เช่นกัน

พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส

พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส เดิมมีนามว่า พระที่นั่งลักษมีพิลาส ตามพระนามของพระนางเธอลักษมีลาวัณ พระชายา อยู่ทางด้านทิศตะวัน     ตกของพระที่นั่งพิมานจักรี เป็นพระที่นั่งสูง 2 ชั้น ก่ออิฐ ฉาบปูน มีโดมขนาดเล็ก ลักษณะอาคารเป็นแบบอิงลิช โกธิค มีทางเชื่อมต่อกับพระที่นั่งพิมานจักรีในระดับชั้น 2ใช้เป็นที่รับรองของเจ้านายฝ่ายใน ที่ฝาผนังตอนใกล้เพดานและเพดาน มีจิตรกรรมลักษณะแบบ อาร์ต นูโว เป็นลายดอกไม้ และที่ห้องสำคัญเป็นภาพชายหญิง และแกะซึ่งเป็นภาพเขียนสีแบบตะวันตก

 

พระที่นั่งเทวราชสภารมย์

 

พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ เป็นท้องพระโรงเดิมในรัชสมัยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่ง เสด็จมา ประทับ ณ วังพญาไทเมื่อ พ.ศ. 2453     พระที่นั่งองค์นี้ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน โดยยังปรากฏอักษรพระนามาภิไธย สผ (พระนามเดิมสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ลักษณะท้องพระโรงได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบ ไบเซนไทน์ โครงสร้างไม้ มีโดมอยู่ตรงกลางรับด้วยหลังคาโค้งประทุนทั้ง 4 ด้าน บนผนังมีจิตรกรรมรูปคนและลายพรรณพฤกษา เคยเป็นสถานที่ประกอบ พระราชพิธีทางศาสนาในงานพระราชกุศล เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา วันธรรมดาใช้รับรองแขกส่วนพระองค์ที่เข้ามาเฝ้า บางครั้งเป็นโรงละครหรือโรงภาพยนตร์แล้วแต่โอกาส

 

พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์

เป็นพระตำหนักที่อยู่ทางด้านทิศตะวันนออกของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ในบริเวณที่เข้าใจว่าเดิมมีอาคารซึ่งเรียกกันว่า ตึกคลัง       ส่วนพระที่นั่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในระยะหลัง จึงมีลักษณะต่างไปจากพระที่นั่งองค์อื่นๆ คือเป็นอาคารสูง 2 ชั้น ที่เรียบง่าย หลังคาลาด    ชันน้อยกว่า ไม่มีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมเขียนสีแบบปูนแห้งตามเพดานและผนัง แต่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว เน้นบริเวณประตูทางเข้าและบันไดขนาดใหญ่ตรงกลาง ราวบันไดเป็นเหล็กหล่อทำลวดลายคล้ายกับลายแบบ อาร์ต นูโว นอกจากนั้นยังมีบันไดเวียน ทำด้วยเหล็กหล่อทั้งโครงสร้าง ขั้นบันไดและลูกกรงเป็นแบบที่ได้รับอิทธิพลต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมักจะทำด้วยไม้ แต่ขณะนั้นวัสดุก่อสร้างมีวิวัฒนาการมากขึ้น จึงหันมาใช้เหล็กหล่อ ห้องชั้นบนมีลักษณะการวางผังเหมือนกันทั้งซ้ายขวา ชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้าง พระที่นั่งองค์นี้เดิมอาจจะไม่เกี่ยวกับหมู่พระที่นั่ง 3 องค์แรก แต่ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี และพระสุจริตสุดาพระสนมเอกในภายหลัง จึงได้ต่อสะพานเชื่อมในระดับชั้นที่ 2 สะพานนี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กช่วงยาว ( Long Span ) มากกว่าปกติ นับเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความก้าวหน้าโครงสร้างอีกระดับหนึ่งด้วย

พระตำหนักเมขลารูจี

พระตำหนักเมขลารูจี อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งพิมานจักรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักองค์น้อยขึ้นหนึ่งองค์ที่ริมคลองพญาไทตอนกลาง พระราชทานนามว่า พระตำหนักอุดมวนาภรณ์ เป็นเรือนไม้สัก 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ภายในมีภาพเขียนสีลายนก สวยงาม และมีสระสรง ใช้เป็นที่สรงน้ำหลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม) แล้ว และได้เสด็จมาประทับอยู่ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2463   เป็นต้นมา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งแรกในพระราชวังแห่งนี้ โดยได้ใช้เป็นที่ทรงงานวางโครงการสร้างพระราชมณเฑียรสถานสำหรับประทับถาวรอีกด้วย

            ต่อมา เมื่อการก่อสร้างพระราชมณเฑียรสถานอื่นๆ ในพระราชวังแห่งนี้แล้วเสร็จ และมีพระราชประสงค์ให้พระที่นั่งด้านตะวันออกซึ่งเชื่อมต่อกับพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานใช้นามว่า พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามพระตำหนักแห่งนี้ใหม่เป็นพระตำหนักเมขลารูจี

อาคารเทียบรถพระที่นั่ง

อาคารเทียบรถพระที่นั่งนี้ ได้สร้างต่อเติมภายหลังจากการสร้างพระราชวังพญาไทเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีลักษณะอาคารแบบนีโอคลาสสิค โดยอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพิมานจักรี สำหรับเป็นลานเทียบรถพระที่นั่งและห้องพักคอยผู้รอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

สวนโรมัน

 

 

 

เข้าใจว่าเดิมเป็นหนึ่งในสามของพระราชอุทยานในพระราชวังพญาไท     สำหรับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ    การจัดแต่ง

ภูมิสถาปัตย์เป็นลักษณะแบบเรขาคณิต     ประกอบด้วยศาลาในสวนที่ใช้รูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบโรมัน      ศาลาทรงกลม ตรงกลาง มีหลังคาโดมรับด้วยเสาแบบคอรินเธียน ( Corinthian Order ) ขนาบด้วยศาลาทรงสี่เหลี่ยมโปร่งไม่มีหลังคากำหนดขอบเขตด้วยเสาแบบเดียวกันกับโดม รองรับคานที่พาดด้านบน ( Entablature ) มีการประดับด้วยตุ๊กตาหินอ่อนแบบโรมัน บริเวณบันไดทางขึ้น ซึ่งต่อเนื่องกับด้านหน้าที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแนวแกนเดียวกับโดม มีทางเดินกว้างโดยรอบสระน้ำเชื่อมต่อกับศาลา ซึ่งศาลานี้ใช้เป็นเวทีการแสดงกลางแจ้งในบางโอกาส

 

 

  ท้าวหิรันยพนาสูรและเครื่องหมายประจำพระองค์

ท้าวหิรันยพนาสูร

            เชื่อกันว่าท้าวหิรันยพนาสูร เป็นอสูรผู้มีสัมมาทิษฐิและสัมมาปฏิบัติ เป็นชายรูปร่างล่ำสัน ใหญ่โต คอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวงให้กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มิให้มากล้ำกลายพระองค์และข้าราชบริพาร ตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. 2449

            ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จฯ ประพาสมณฑลพายัพ เมื่อจะออกเดินไปในทางป่า ผู้ที่ตามเสด็จฯ พากันกลัวว่าจะเกิดภยันตรายต่างๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาดำรัสชี้แจงเพื่อให้คลายความกังวลว่า เจ้าใหญ่นายโตเมื่อจะเสด็จที่ใด คงจะมีทั้งเทวดาและปิศาจ หรืออสูรอันเป็นสัมมาทิษฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตราย มิให้มากล้ำกลายพระองค์และบริพารผู้โดยเสด็จฯ

            จากนั้นปรากฏผู้ที่ได้ตามเสด็จฯ ผู้หนึ่งกล่าวว่า ฝันเห็นชายรูปร่างล่ำสัน ใหญ่โต แจ้งว่าชื่อ หิรันย์ เป็นอสูรชาวป่า จะมาตามเสด็จฯ เพื่อคอยดูแลและระวังมิให้ภยันตรายทั้งปวงมากล้ำกลายพระองค์และข้าราชบริพาร ครั้นได้ทราบความ จึงมีพระราชดำรัสให้จัดธูปเทียน และอาหารไปเซ่นที่ในป่าริมพลับพลา และเวลาเสวยค่ำทุกวัน ได้โปรดเกล้าฯ ให้แบ่งพระกระยาหารจากเครื่องเสวยไปตั้งเซ่นเสมอ หลังจากที่เสด็จประพาสมณฑลพายัพแล้ว ข้าราชบริพารก็พร้อมกันเชิญหิรันยอสูรให้ตามเสด็จ เมื่อเสด็จออกจากกรุงเทพฯด้วยเสมอ และโปรดให้เซ่นหิรันยอสูรอย่างเช่นเมื่อครั้งเสด็จมณฑลพายัพเป็นธรรมเนียมตลอดมา

            ครั้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อรูปหิรันยอสูรด้วยทองสัมฤทธิ์ และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า ท้าวหิรันยพนาสูร (สะกดตามลายพระราชหัตถเลขา) มีชฎาเทริดอย่างไทยโบราณ และไม้ท้าวเป็นเครื่องประดับยศ

            แรกนั้นรูปหล่อของท้าวหิรันยพนาสูรนี้สูงประมาณ 20 ซ.ม. มีจำนวน 4 องค์ องค์แรกเดิมประดิษฐานอยู่ที่ข้างพระที่ในห้องพระบรรทม ปัจจุบันอยู่ที่วังรื่นฤดี ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ยังคงให้มีการถวายเครื่องเซ่นเป็นประจำทุกวัน องค์ที่ 2 โปรดให้อัญเชิญไว้ที่หน้าหม้อรถยนต์พระที่นั่ง ปัจจุบันอยู่ที่หมวดรถยนต์หลวง โดยอัญเชิญไว้บนหิ้งบูชา องค์ที่ 3 โปรดไห้อัญเชิญไว้ที่กรมมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันอยู่ที่พระที่นั่งราชกรัญยสภาในพระบรมมหาราชวัง และองค์สุดท้ายอยู่ที่บ้านพระยาอนิรุทธเทวา อดีตอธิบดีกรมมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 6

            ใน พ.ศ. 2465 เมื่อการสร้างพระราชวังพญาไท สำหรับประทับเป็นการถาวรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์มีชฎาเทริดอย่างไทยโบราณ และไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ มีพระราชพิธีบวงสรวงขอเชิญท้าวหิรันยพนาสูร เข้าสิงสถิตย์ในรูปสัมฤทธิ์ เพื่อเป็นศาลเทพารักษ์ประจำพระราชวังพญาไทสืบไป

 

 

 

วชิราวุธ

          เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระนามเดิมว่า “ มหาวชิราวุธ ” จึงทรงเลือกใช้รูป “ วชิราวุธ ” เป็นเครื่องหมายในพระองค์ ดังปรากฏในพระราชสัญจกรที่ทรงออกแบบสร้างขึ้นเมื่อเสด็จเสวยราชสมบัติ รวมทั้งทรงนำไปใช้กับสิ่งต่างๆ เพื่อแสดงว่าสิ่งๆ นั้น สืบเนื่องมาจากพระองค์หรือในส่วนพระองค์ด้วย เช่น ใช้ประกอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ และเข็มที่ระลึกต่างๆ

              เครื่องหมาย   “ วชิราวุธ ” ถูกใช้เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านต่อมาจนถึงปัจจุบันในหลายรูปแบบ แต่ต้นแบบ ที่โปรดให้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อการเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะของที่รองรับและความสวยงาม มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ แบบวชิราวุธมีคมสองด้าน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากเครื่องหมายของพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน ที่นับถือกันในธิเบตและเนปาล และแบบวชิราวุธมีคมด้านเดียว ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแบบที่ช่างไทยประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายในพระองค์โดยเฉพาะ มีลักษณะเป็นคมวชิราวุธอยู่บนด้ามถือ เป็นแบบที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในประเทศไทย และตามพระราชนิยมจะใช้เป็นเครื่องหมายในพระองค์มากกว่าแบบสองคม

อักษรย่อพระบรมนามาภิไธย

            ร.ร. 6 เป็นหนึ่งในอักษรย่อพระบรมนามาภิไธย ที่ทรงใช้ นอกเหนือไปจาก ว.ป.ร.ม.ว. ราม ร. 6 หรือ ราม ป.ร. ฯลฯ            ร.ร. 6 นี้มีปรากฏเป็นลายประดับทางสถาปัตยกรรมอยู่ทั่วไปในพระราชวังพญาไท มีความหมายแทนพระบรมนามาภิไธยอย่างย่อว่า “ พระบาทสมเด็จพระรามราชาธิบดี รัชกาลที่ 6 ” ซึ่งได้เริ่มใช้เมื่อทรงเปลี่ยนพระบรมนามาภิไธยใหม่เป็น สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ แทนพระบรมนามาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร มหาวชิราวุธ ใน พ.ศ. 2459

 

 

พญามังกร

ส่วนรูปพญามังกร ก็พบว่าเป็นพระราชนิยมใช้เป็นลายประดับอยู่บ่อยครั้ง    สันนิษฐานว่าเป็นเพราะเสด็จพระราชสมภพในปีมะโรง    รวมทั้งมังกรจัดเป็นสัตว์มงคลในทางความเชื่อของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมังกรห้าเล็บ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ในพระราชวังพญาไท จะพบลายมังกรประดับเพดานของห้องพระบรรทม และเป็นปฏิมากรรมนูนต่ำที่บ่อน้ำพุ บริเวณมุขทางเข้าที่เชื่อมกับสวนโรมัน ณ พระที่นั่งพิมานจักรี รวมทั้งประดับเป็นส่วนประกอบของรูปปั้นที่สระน้ำอีกด้วย

 

 

 " พระราชวังพญาไท"งดงามในความเรียบง่าย

   

" พระราชวังพญาไท" ความงามทางด้านสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า

เมื่อครั้งที่ฉันยังเด็ก เดินท่อมๆตามท้องไร่ท้องนา ฉันเคยฝันถึงภาพอาคารบ้านเรือนต่างๆ ในกรุงเทพฯว่ามันน่าจะมีความสวยสดงดงามสมกับที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
       
        แต่เมื่อได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกรุง ฉันพบว่าที่คิดนั้นผิดถนัด!!! เพราะว่าอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯมันก็กล่องคอนกรีตดีๆนี่เอง ที่ผู้คนต่างพากันเข้าไปยัดเยียดเบียดเสียดอาศัยอยู่ในนั้นยังกับปลากระป๋อง แต่ก็อย่างว่าแหละคงเป็นเพราะสภาพสังคมปัจจุบัน จึงทำให้หลายสิ่งหลายอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย
       
        อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานที่ต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็มีสถานที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ " พระราชวังพญาไท" ที่ฉันเพิ่งไปเที่ยวชมความงามแบบเรียบง่ายของพระราชวังแห่งนี้มาหยกๆ
ในตอนแรกตัวฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าพระราชวังพญาไทนั้นอยู่ที่ไหน แต่จากข้อมูลที่ฉันค้นหาทำให้ทราบว่าพระราชวังพญาไทนั้นตั้งอยู่ภายใน " โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า" แถวๆอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นเอง ฉันจึงใช้บริการของ ขสมก. ที่ตอนนี้ขึ้นราคาอีกหนึ่งบาทเดินทางสู่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
       

" สวนโรมัน" พระราชอุทยานในพระราชวังพญาไท

จากนั้นจึงถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณนั้นว่าพระราชวังพญาไทไปทางไหน ซึ่งก็ได้คำตอบว่าให้เดินไปที่อาคารหลังคารูปโดมสีแดงแล้วติดต่อที่ชั้น 1 ห้องที่เขียนว่า " ชมรมคนรักวังฯ" โดยจากบริเวณที่ยืนอยู่หากสังเกตดีๆก็จะเห็นหลังคาโดมสีแดงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อเห็นแล้วฉันจึงเดินไปตามทางที่ตรงไปสู่อาคารที่มีหลังรูปโดมสีแดงทันที
               เมื่อไปถึงตัวอาคาร ฉันก็ได้รู้ว่าอาคารหลังนี้มีชื่อว่า "พระที่นั่งพิมานจักรี" จึงไม่รอช้าเดินดุ่มๆไปยังห้อง "ชมรมคนรักวังฯ"ที่อยู่ด้านใน เพื่อติดต่อขอให้ทางเจ้าหน้าที่ชมรมคนรักวังนำชมความงามของวังพญาไท
       
        ซึ่งเจ้าหน้าที่ของชมรมคนรักวังฯก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่พาฉันนำชมวังพญาไท ซึ่งหากฉันเดินชมเองก็คงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหนและต้องเดินไปทางไหน ดูอะไรบ้าง   ก่อนที่จะเริ่มเดินชมวังฯ ทางเจ้าหน้าที่ได้ฉายวีดีโอเกี่ยวกับวังพญาไทให้ชมเป็นการอุ่นเครื่องก่อนประมาณ 15 นาทีภายในห้องที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นจึงพาเดินชมบริเวณต่างๆรอบๆพระราชวัง ภายในห้องที่จัดเตรียมไว้มีคนนั่งอยู่ก่อนฉันประมาณ 4-5 คน ทำให้ฉันรู้ว่าการนำชมพระราชวังในแต่ละรอบนั้นจะจัดเป็นกลุ่มๆ มาถึงตอนนี้ฉันก็เริ่มสนุกเพราะรู้สึกว่าการมาชมพระราชวังพญาไทในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับว่าได้มาทัวร์เป็นทริป โดยมีเจ้าหน้าที่ของชมรมคนรักวังฯทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยว
 

ประติมากรรมนูนต่ำภาพพญามังกร เท้าขวาถือพระวชิราวุธ

ระหว่างที่เดินชมบริเวณรอบๆวังพญาไทนั้น วิทยากรก็ทำหน้าที่อธิบายถึงประวัติความเป็นมาและตอบข้อซักถามต่างๆแก่ผู้มาเยี่ยมชม ทำให้ทราบว่า พระราชวังพญาไทสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในพระราชวังนั้นประกอบไปด้วยพระที่นั่ง 5 องค์ คือ พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส พระที่นั่งเทวราชน์สภารมย์ พระที่นั่งอุดมวนาภรน์ โดยมีพระที่นั่งพิมานจักรีเป็นองค์ประธาน นอกจากนั้นภายในพระราชวังยังประกอบด้วย พระตำหนักเมขลารูจี อาคารเทียบรถพระที่นั่ง และสวนโรมัน
       
        สถาปัตยกรรมของพระราชวังพญาไทเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากตะวันตกยุคฟื้นฟู เน้นความเรียบง่ายแต่สง่างาม และมีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับภูมิอากาศของเมืองไทยได้อย่างลงตัว เห็นได้จากพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานและพระที่นั่งพิมานจักรีซึ่งมีหน้าต่างเปิดกว้างรับลมได้ทุกด้าน
       
        ส่วนลักษณะที่เด่นของพระราชวังแห่งนี้ก็คือ หอคอยสูงหลังคายอดแหลมมุมตรง พระที่นั่งพิมานจักรีซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์ประธานยอดโดมชักธงมหาราชในเวลามีองค์พระประมุขประทับในพระราชฐานจากด้านหน้าจะมองเห็นได้ชัดว่าเป็นหมู่พระที่นั่ง 4 องค์ เชื่อมต่อกันทั้งหมด จากด้านซ้ายซึ่งเป็นทิศตะวันตกคือพระที่นั่งศรีสุทธนิวาสมีทางเดินเชื่อมต่อในระดับชั้นที่ 2 ของอาคารเข้าสู่พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตลอดจนถึงพระที่นั่งอุดมวนาภรน์ ทางทิศตะวันออก พระที่นั่งทั้ง 4 องค์เป็นแบบก่ออิฐฉาบปูนมีความสูงเพียง 2 ชั้นทั้งหมด ยกเว้นพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานซึ่งได้ต่อเติมชั้นที่ 3 ในภายหลังเพื่อเป็นห้องพระบรรทมและห้องสรงส่วนพระองค์

        ส่วนหน้าของพระที่นั่งพิมานจักรี มีอาคารชั้นเดียวเป็นที่เทียบรถพระที่นั่งและที่พักคอยขอเฝ้า ทางทิศตะวันออกของหมู่พระที่นั่งค่อนมาทางด้านหน้า คือ พระที่นั่งเทวราชน์สภารมย์ มีรูปแบบแตกต่างจากพระที่นั่งองค์อื่นๆอย่างเห็นได้ชัด แสดงลักษณะสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ทางด้านตะวันตกของหมู่พระที่นั่งมีอาคารไม้หลังน้อยซึ่งสร้างขึ้นเป็นที่ประทับชั่วคราวระหว่างการก่อสร้างพระราชมณเฑียร ต่อมาได้พระราชทานนามว่าเมขลารูจี ใช้เป็นที่ทรงพระเครื่องใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชประเพณีสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
 

จิตรกรรมบนฝ้าเพดานรูปเทพน้อย 4 องค์พร้อมด้วยเครื่องดนตรีลอยอยู่ในท้องฟ้าเป็นวงกลม

บริเวณหลังหมู่พระที่นั่งเป็นสวนมีศาลาเปิดแบบโรมัน จากศาลามีบันไดทอดลงในแนวเดียวกับสระน้ำรูปยาว กลางสระมีรูปหล่อทองแดงของพระวรุณ เทพแห่งฝนและสัตว์น้ำ ฐานสูงที่รองรับมีรูปปูนปั้นพญานาคด้านละตัว เข้าใจว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงออกแบบ
       
        ส่วนที่ท้ายสวนด้านเหนือของพระราชวังใกล้คลองสามเสนเป็นที่ตั้ง ศาลท้าวหิรัญพนาสูร มีตำนานว่าเป็นอสูรผู้ติดตามอารักขาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ครั้งยังเป็นมงกุฏราชกุมาร ครั้นพระราชมณเฑียรแล้วเสร็จ ได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปสัมฤทธิ มีพิธีบวงสรวง เชิญท้าวหิรัญพนาสูรเข้าสิงสถิตย์เพื่อเป็นเทพารักษ์ประจำพระราชวังพญาไทสืบไป

 

ศิลปะ"อาร์ต นูโว"ภาพชายหญิงและแกะซึ่งเป็นภาพเขียนสีแบบตะวันตกในวังพญาไท

  หลังจากที่วิทยากรได้นำชมบริเวณพระราชวังจนทั่วแล้ว ฉันก็รู้สึกยินดีมากที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม " พระราชวังพญาไท"เพราะที่นี่ยังคงเป็นสถานที่ที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงาม ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และที่สำคัญยังเปิดให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสเยี่ยมชม ที่สำคัญคือชมฟรี!!!
       
        สำหรับใครที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมอันงดงามหากมีเวลาว่างน่าลองแวะไปเที่ยวชมพระราชวังพญาไทสักครั้งหรือหลายๆครั้งก็ตามแต่สะดวก

พระราชวังพญาไท ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เปิดให้เข้าชม ทุกวันเสาร์ วันละ 2 รอบ เวลา 9.30 น. และ 13.30 น. สามารถสอบถามรายละเอียดและเยี่ยมชมวังได้ที่ สำนักงานชมรมคนรักวังฯ พระที่นั่งพิมานจักรี ชั้น 1 พระราชวังพญาไท ( ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ) เลขที่ 315 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โทร. 0-2354-7660, 0-2354-7600-28 ต่อ 93646, 93694

http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1243

สยามทัศน์เสวนา ครั้งที่ ๖
" งามศิลป์แผ่นดินมหาธีรราช"
วันเสาร์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๐

๑๒.๓๐ - ๑๗.๓๐ น.
ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท

ชมรมสยามทัศน์ขอเชิญร่วมเสวนา จิบชา ชมวัง ฟังดนตรี ในบรรยากาศยุคพระมหาธีรราชเจ้า ณ วังพญาไท (ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ กรุงเทพฯ)

 

ดูรายละเอียด คลิก มีต่อ... ด้านล่าง    

 

๑๒.๓๐ น. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าฯ
๑๓.๒๐ – ๑๓.๓๐ น. ประธานชมรมคนรักวัง กล่าวเปิดงาน
๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น. ร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ " งามศิลป์แผ่นดินมหาธีรราช" ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ลำพูน และอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ดำเนินรายการ โดย นายแพทย์วีรพล อุณหรัศมี ฝ่ายวิชาการ ชมรมสยามทัศน์
๑๕.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. จิบชาฝรั่ง แกล้มคุ้กกี้ และ ขนมฝรั่ง ของดีจากย่าน กุฎีจีน ฝั่งธนบุรี ในบรรยากาศแสนสบายพร้อมรื่นรมย์กับการบรรเลงดนตรีโดยภาควิชาศิลปนิเทศ สาขาดนตรีตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์
๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. นำชมพระราชวังพญาไท โดย อาสาสมัครนำชมพระราชวังพญาไท

* กิจกรรมนี้ ไม่เก็บค่าลง ทะเบียน หากจะสนับสนุนกิจกรรมของชมรม เชิญร่วมบริจาคได้ตามอัธยาศัย หรือ สนับสนุนสินค้าที่ระลึกของชมรมคนรักวัง พระราชวังพญาไท
จัดโดย ชมรมคนรักวัง พระราชวังพญาไท / ภาควิชาวรรณคดี และภาควิชาศิลปนิเทศ สาขาดนตรีตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ / ชมรมสยามทัศน์

 



 
 

© 2008-2009 Baannapleangthai. All Rights Reserved.
E-mail: chavapan_1@hotmail.com โทรศัพท์: ๐๘๑ ๔๐๐๒๙๓๕, ๐๒ ๓๑๑๗๖๐๐
Designed by Phuketall Design & Develop, Useful Links
Powered by: Phuketall, Phuket, Khaolak, Samui, Bangkok